วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ข้อมูลข่าวสารโดยใช้ blogger มีข้อดีกับเราอย่างไร

ข้อดีของการทำบล็อก ก็คือ
1. เจ้าของบล็อกมีอิสระที่จะนำเสนอ อะไรก็ได้ ที่ไม่ไปก้าวล่วงบุคคลอื่น ที่ไม่ผิดกติกาของผู้ให้บริการบล็อกที่เราทำอยู่ (oknation) ที่ไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม ประเพณีที่ดีงาม ถ้าเราใช้จริยธรรมในใจกำกับ กฎต่างๆก็อยู่ที่เราจะกำหนดเองค่ะ
2. เปิดโอกาสให้ บล็อกเกอร์ได้รับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้โดยอิสระ จะรับไว้ จะไม่อ่าน จะตอบ จะลบ ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของเจ้าของบล็อก แต่ก็ไม่ลดสิทธิ์ที่ผู้ให้บริการบล็อกจะเข้ามาช่วยดูแลในกรณี ฉุกเฉิน หรือมีปัญหาที่ต้องดำเนินการ
3. ในด้านเทคนิค เจ้าของบล็อกสามารถปรับแต่งบล็อกให้เป็นรูปแบบที่ตนต้องการได้โดยไม่ต้องมีความรู้ในเรื่องภาษาคำสั่งของโปรแกรมมากมาย อาศัยบทเรียนง่ายๆ การสังเกตุ การทดลอง สามัญสำนึกช่วยก็ทำเองได้ หรืออาจขอความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆจากผู้ที่มีประสบการณ์ก็สามารถเข้าไปแก้ไข Source Code เองได้
4. สามารถสร้างเครือข่าย ชุมชนสัมพันธ์ระหว่างบล็อกเกอร์ที่มีความคิด ความสนใจ ความรู้สึก ร่วมกันได้
5. ช่วยเป็นกระบอกเสียง ทำประชาสัมพันธ์ในเรื่องต่างๆได้ รวมทั้งผลงานให้เป็นที่รู้จัก หากบุคคล นักธุรกิจ คนดัง นักร้อง ค่ายเพลง นักแสดง หมอดู นักการเมือง องค์กร ห้างร้านสนใจมาทำบล็อกก็จะได้ประโยชน์ในเรื่องการตลาดอย่างมาก หากใช้อย่างมีเป้าหมาย มีการวางแผน ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และบริหารบล็อกอย่างมืออาชีพ หรือด้วยมืออาชีพ
6. เปิดโอกาสให้เจ้าของบล็อกทำธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่หารายได้จากการจำหน่ายสินค้า บริการ หรือ หารายได้จากการเป็นสมาชิก การลงโฆษณา ก็ตาม
7. ได้พื้นที่ใช้งานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แถมมีคนคอยบริการ ช่วยเหลือเมือ่มีปัญหาทางด้านเทคนิค หรือปัญหาทั่วๆไปที่เกี่ยวกับ บล็อก
8. ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือ สิ่งเก่าๆ ที่ยังไม่รู้ ให้รู้มากขึ้น จากการนำมาแลกเปลี่ยนกันและกัน
9. ได้มิตรภาพใหม่ๆ จากความสัมพันธ์กับคนในชุมชนบล็อก กับเพื่อนของบล็อกเกอร์ และเพื่อนของเพื่อนของ.....
10. ใช้เป็นช่องทางสื่อสารกับครอบครัว เพื่อนฝูง เมื่อยามห่างไกลกัน
11. เปิดโอกาสให้เจ้าของบล็อกได้แสดงออกถึงความสามารถ ความคิดเห็นได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน บางท่านอาจจะกลายเป็นคนดังได้ เช่น คุณ kittinun ป้ามด และอีกหลายๆท่าน
12. เปิดโอกาสให้ประชาชนคนธรรมดา กลายเป็น ผู้สื่อข่าวได้ เพียงแค่นำเรื่องใกล้ตัวที่น่าสนใจ น่าตระหนัก มาเสนอในช่วงเวลาที่เหมาะสม
13. เปิดโอกาสให้บล็อกเกอร์ได้แสดงตัวตนที่เป็นตัวเอง หรืออาจจะเป็นด้านที่ไม่มีใครรู้มาก่อนได้ แม้จะอยู่ชื่อแฝง หรือจะอยู่ในชื่อจริงก็ตาม
14. เป็นไดอารี่บันทึกประจำวัน เป็นที่เก็บข้อมูลประจำครอบครัว ประจำสถาบัน ใช้เป็นจดหมายเหตุได้
15. เป็นที่พบปะสังสรรค์เพือนเก่า เครือญาติ ศิษย์เก่าสถาบันต่างๆได้
16. เก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงตัวเอง ถึงคนอันเป็นที่รัก ที่ชัง ครอบครัว เพื่อน คนอื่นรวมไปถึงสัตว์เลี้ยง พืช งานอดิเรก ของรัก ของหวง รวมถึงเหตุการณ์ที่น่าจดจำรำลึก ในยามที่เลิกหรือไม่ได้ทำบล็อกแล้ว
17. เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ ให้บุคคลอื่นเข้ามาค้นคว้า ศึกษาได้ในปัจจุบันและอนาคต
18. เปิดโอกาสให้ผู้ที่อาจจะต้องอยู่ในมุมมืด เช่นผู้มีอาชีพพิเศษ นักโทษ ผู้ที่ไม่ต้องการเผยตัว ได้ใช้เป็นเวทีแสดงออกและแลกเปลี่ยน เรื่องราว ความคิดเห็น แนวทาง โดยไม่จำเป็นต้องเผยชื่อ
19. เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน มาอยู่ร่วมในชุมชนเดียวกัน เพิ่มโอกาสให้มีการปรับแนวทางความคิด ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และอาจจะนำไปสู่ความรู้รักสามัคคี และการสมานฉันท์ ในการนำส่วนที่ดีดี มาใช้ร่วมกันก็เป็นได้
20. ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน เช่นกรณีของการนำเสนอข่าวอย่างฉับไว เจาะลึก มีพร้อมทั้งภาพและเสียง ผ่านสื่อต่างๆหลายรูปแบบ ซึ่งในเครือ The Nation ใช้อยู่ในปัจจบุนนี้
21. ใช้เป็นศูนย์รวมการให้ความรู้ การศึกษาวิชาการ วิชาชีพ ศิลปะ การติว การให้การบ้าน การส่งการบ้าน ของครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไป
22. ใช้สร้าง รวมกลุ่ม ชุมชนออนไลน์ย่อยๆ เพื่อการระดมความคิด พบปะพูดคุย ปรึกษาธุระ แสดงผลงานร่วมกัน เช่น ร้อยแก้ว ร้อยกรอง วรรณกรรม การ์ตูน งานศิลปะอื่นๆ ตามแตความสนใจของกลุ่มย่อยนั้น ในบางกรณี ยังสามารถกำหนด password ในการเข้าบล็อกของกลุ่มเพื่อรักษาความลับไม่ให้รั่วไหล
23. ใช้เป็นสถานีวิทยุออนไลน์ ให้บริการข่าว ฟังเพลง ตลอด 24 ชั่วโมง



ข้อเสียของการทำบล็อกนั้น ก็มีอยู่ เช่น
1. บล็อกเกอร์มีอิสระในการนำเสนอ โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบจากใครก่อน อาจโพสเรื่องที่ไม่เหมาะสม เรื่องที่หมิ่นเหม่ หรือ เข้าข่ายผิดกฎหมาย ผิดประเพณีและศีลธรรมอันดีได้ จึงต้องมีกติกาให้ตัวเอง หรือใช้จริยธรรมของแต่บุคคล ความมีเหตุมีผล ความระมัดระวัง รอบคอบ ของบล็อกเกอร์มากำกับไว้เอง
2. ผู้ให้บริการบล็อก ไม่สามารถกลั่นกรองเนื้อหาได้ 100% เว้นแต่จะสร้างระบบกรองคำหยาบ คำต้องห้ามไว้เพื่อให้มีการตรวจทานก่อนเผยแพร่ อาจมีความเสี่ยงเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายไปด้วยหากมีบล็อกเกอร์โพสข้อความ รูปภาพ ไม่เหมาะสมแล้วมีการฟ้องร้องขึ้นมา
3. ในทางปฏิบัติ ผู้ให้บริการบล็อก ไม่สามารถบังคับหรือกำหนดแนวทางให้บล็อกเกอร์นำเสนอได้ แม้จะโปรโมทให้ oknation เป็นสังคมของ CJ Citizen Jouranalist แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่า จะไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีบล็อกเกอร์ที่ทำบล็อกในแนวอื่น ซึ่งเปรียบเสมือนมีคอมลัมน์หลากหลายในหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ จึงน่าจะถือว่า เป็นเรื่องของการสร้างชุมชนที่ดีร่วมกัน
4. เนื้อหาที่อยู่ในบล็อก หากไม่ใช่ผลงานวิจัย หรือ วิทยานิพนธ์ ที่ทำตามหลักวิชาการ หรือ ตัวบทกฎหมาย ก็อาจมีความน่าเชื่อถือน้อยถึงน้อยมาก
5.ความน่าเชื่อถือของข้อมูลขึ้นกับความน่าเชื่อถือของบล็อกเกอร์ มากกว่าตัวข้อมูลเอง หากเกิดความผิดพลาดใดๆ ผู้ที่นำข้อมูลไปใช้อ้างอิง อาจประสบปัญหาได้
6. เปิดโอกาสให้พวกป่วนเข้ามาเปิดบล็อก ก่อกวน
7. เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน มาอยู่ร่วมในชุมชนเดียวกัน เพิ่มโอกาสให้มีการแสดงออกถึงการขัดแย้งอย่างไม่มีเหตุผล สร้างความไม่สามัคคี ทะเลาะกันได้ หากไม่ใช้การวางจิตเป็นกลาง ไม่นำเหตุและผลมาโต้แย้งกันโดยสันติ
8. เปิดโอกาสให้มีการเผยแพร่ กระจายข่าวปั้นแต่ง ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวยั่วยุ
9. การที่มีบล็อก และเรื่องใหม่ๆมากมายในแต่ละวัน การนำเสนอเรื่องเดิมซ้ำๆกันอาจเกิดขึ้นได้ เช่นการนำ ข้อความจากฟอร์เวิร์ดเมล์ มาโพส เป็นต้น

data mining คืออะไร data warehouse คือะไร

DATA MINING คืออะไร
Data Mining คือ ชุด software วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อระบบสนับสนุนการตัดสินใจของผู้ใช้ มันเป็น software ที่สมบรูณ์ทั้งเรื่องการค้นหา การทำรายงาน และโปรแกรมในการจัดการ ซึ่งเราคุ้นเคยดีกับคำว่า Executive Information System ( EIS ) หรือระบบข้อมูลสำหรับการตัดสินใจในการบริหาร ซึ่งเป็นเครื่องมือชิ้นใหม่ที่สามารถค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูลขนาดใหญ่หรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการบริหาร ซึ่งเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับฐานข้อมูลที่มีอยู่
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ( Decision Support System) คือทำอย่างไรให้ข้อมูลที่เรามีอยู่กลายเป็นความรู้อันมีค่าได้สร้างคำตอบของอนาคตได้

ในบริษัทขนาดกลางถึงขนาดเล็ก ขบวนการทำ data mining โดยทั่วไปจะเริ่มจาการตั้งสมมุติฐานทางธุรกิจตามความรู้และความเข้าใจของ user ที่มีต่อธุรกิจ
หลังจากตรวจสอบแก้ไขสมมติฐานในขั้นสุดท้ายแล้ว user ก็ตัดสินใจ

ใช้ระบบ data mining tools โดย user สร้าง model แล้วกลั่นกรองสมมติฐาน ตามด้วยการวิเคราะห์ ซึ่งขบวนการนี้อาจจะต้องมีการทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง
ปัจจุบันระบบสนับสนุนข้อมูลในการตัดสินใจได้เข้ามามีอิทธิพลในการรวบรวมข้อมูลและปรับค่าข้อมูลในคลังสินค้า ซึ่งฐานข้อมูลขนาดใหญ่นี้จะประกอบไปด้วยข้อมูลเป็นพันๆ ล้านไบต์ ยากแก่การค้นหาได้อย่างทันกาลด้วยวิธี DBMS ( Database Management System ) โดยทั่วไป ข้อมูลที่เป็นที่สนใจของผู้บริหารธุรกิจวันนี้สามารถจะค้นหาได้ง่ายขึ้นแล้ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการค้นหาข้อมูลที่ต้องการในมหาสมุทรข้อมูลเพื่อนำมาเทียบเคียงและดูแนวโน้ม และนำข้อมูลที่จำเป็นของบริษัทส่งกลับให้ผู้บริหารตัดสินใจได้อย่างทันกาล
นี่คือจุดประสงค์ของ Data Mining ที่จะมาช่วยในเรื่องของเทคนิคการจัดการข้อมูล ซึ่งได้พยายามและทดสอบแล้วและข้อมูลสนับสนุนที่มีอาจย้อนหลังไปถึง 30 ปี ด้วยเทคนิคเดียวกันนี้เราสามารถใช้ค้นข้อมูลสำคัญที่ปะปนกับข้อมูลอื่น ๆ ในฐานข้อมูลที่ไม่ใช่แค่การสุ่มหา บางคนเรียกว่า KDD ( Knowledge Discovery in Database ) หรือ การค้นหาข้อมูลด้วยความรู้ และนั่นก็คือ Data Mining
สำหรับ Philippe Nieuwbourg ( CXP Information ) กล่าวไว้ว่า “ Data Mining คือ เทคนิคที่ผู้ใช้สามารถปฏิบัติการได้โดยอัตโนมัติ กับ ข้อมูลที่ไม่รู้จัก ซึ่งเป็นการเพิ่มคุณค่า ให้กับข้อมูลที่มี”
จากประโยคข้างต้นมีคำอยู่สามคำที่สำคัญ คือ คำแรก “ อัตโนมัติ” คือ กระบวนการทำงานของ Data Mining ซึ่งจะเป็นผู้ทำงานเองไม่ใช่ผู้ใช้กระบวนการจะไม่ให้คำตอบกับปัญหาที่มีแต่จะเป็นศูนย์กลางของข้อมูล คำที่สอง “ข้อมูลที่ไม่รู้จัก” เครื่องมือในการค้นหาใหม่ของ Data Mining ซึ่งจะไม่ค้นหาแต่ข้อมูลเก่าและข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนให้เท่านั้น แต่จะค้นหาข้อมูลใหม่ ๆ ด้วย และสุดท้าย “ เพิ่มคุณค่า ” นั่นหมายถึง ผู้ใช้ไม่ได้เป็นแค่เพียงนักสถิติ แต่เป็นได้ถึงระดับตัดสินใจ



คลังข้อมูล (data warehouse) คือ ฐานข้อมูลขนาดยักษ์ ที่รวบรวมฐานข้อมูลจากหลายแหล่งหลายช่วงเวลา
คลังข้อมูลแตกต่างจากฐานข้อมูลอย่างไร?
โดยปกติแล้ว ฐานข้อมูลในองค์กรทั่วไปจะมีลักษณะที่ค่อนข้างทันต่อเหตุการณ์ เช่น ฐานข้อมูลพนักงานก็จะเก็บเฉพาะพนักงานในปัจจุบัน จะไม่สนใจข้อมูลพนักงานเก่า ๆ ในอดีต ซึ่งอาจจะมีข้อมูลอะไรบางอย่าง ที่มีประโยชน์สำหรับผู้บริหาร ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพและคุณลักษณะต่าง ๆ ขององค์กร. นอกจากนี้ ฐานข้อมูลแต่ละอันมักถูกออกแบบมาใช้เก็บข้อมูลเฉพาะด้าน จึงมีข้อมูลเฉพาะบางส่วนขององค์กรเท่านั้น ฉะนั้นคลังข้อมูลจึงถูกออกแบบมา เพื่อรวบรวมข้อมูลในทุกส่วนของทั้งบริษัท ทั้งเก่าและใหม่ไว้ด้วยกัน ไม่มีการลบทิ้งข้อมูลเก่า ๆ ที่ไม่จริงในปัจจุบัน
โดยสรุปคือ
คลังข้อมูล ใช้เพื่อการวิเคราะห์ (ข้อมูลทั้งอดีตและปัจจุบัน)
ฐานข้อมูล ใช้เพื่อทำการประมวลผล (เฉพาะข้อมูลปัจจุบัน)
ถ้าองค์กรมีคลังข้อมูลหลาย ๆ อันเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ต่าง ๆ แตกต่างกันไป เช่น คลังข้อมูลด้านการเงิน และ คลังข้อมูลด้านทรัพยากรมนุษย์ เรามักเรียกคลังข้อมูลเฉพาะด้านเหล่านี้ว่า ตลาดข้อมูล data marts
อนึ่ง กระบวนการในการใช้ข้อมูลในคลังข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และวางแผนในทางธุรกิจ มักถูกเรียกว่า ปัญญาธุรกิจ (business intelligence)
การวิเคราะห์ข้อมูลในคลังข้อมูล
มีสองประเภทใหญ่ ๆ คือ
Online Analytical Processing
Online Analytical Processing (OLAP) คือการใช้คำค้น (query) เพื่อค้นหาข้อมูลในคลังข้อมูลเหมือนในฐานข้อมูล เหตุผลที่เราไม่ค้นในฐานข้อมูล แต่มาทำในคลังข้อมูลแทนมีสองสาเหตุคือ
ความเร็ว
ความครอบคลุมของข้อมูลทั้งบริษัทที่มีอยู่ในคลังข้อมูล
การทำเหมืองข้อมูล
การทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) คือ การหารูปแบบ (pattern) อะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในข้อมูล ที่มองผิวเผินแล้วไม่อาจสังเกตเห็นได้ เนื่องจากข้อมูลมีปริมาณมาก เช่น การค้นหากฎความสัมพันธ์ (association rules) ของสินค้าในห้างสรรพสินค้า เราอาจพบว่าลูกค้าร้อยละ 90 ที่ซื้อเบียร์ จะซื้อผ้าอ้อมเด็กด้วย, ซึ่งเป็นข้อมูลให้ทางห้างคิดรายการส่งเสริมการขายใหม่ๆ ได้; หรือ ธนาคารอาจพบว่า คนทั่วไปที่มีอายุ 20-29 ปี และมีรายได้ในช่วง 20,000-30,000 บาท มักซื้อเครื่องเล่นเอ็มพีสาม, ธนาคารอาจเสนอให้คนกลุ่มนี้ทำบัตรเครดิต โดยแถมเครื่องเล่นดังกล่าว เป็นต้น

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

องค์ความรู้

องค์ความรู้ 5 เรื่อง
1. การเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการ นั้น ต้องมีการเดินทางอย่างน้อย 12 ชั่วโมงนะคะ

2. การเบิกค่าห้องพักแบบเหมาจ่ายไม่เกิดนคนละ 1,000 บาท/วัน/คน

3. การส่งใช้เงินยืมหลังจากกลับจากการเดินทางไปราชการชั่วคราวต้องส่งใช้เงินยืมภายใน 15 วันนะจ๊ะ

4. สำหรับการส่งใช้เงินยืมที่เป็นโครงการ/กิจกรรม เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ต้องส่งใช้เงินยืมภายใน
30 วันจ๊ะ

5. ค่าเล่าเรียนบุตร เบิกได้จนบุตรอายุไม่เกิน 25 ปี นะคะ

ตำแหน่งของเรา หน้าที่รับผิดชอบ ขั้นตอนอย่างไร

ตำแหน่งของเรา : เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี
หน้าที่รับผิดชอบ : ดังนี้
1. บันทึกบัญชีเงินสดรับ
ขั้นตอนดังนี้
1) รับเงินจากเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้พร้อมกับใบนำส่งเงิน
2) เช็คยอดเงินกับใบนำส่งเงิน
3) นำเงินฝากธนาคาร
4) ลงรายละเอียดในสมุดเงินสดรับ ตามวันนั้น แยกรายการว่าเป็นค่าอะไร
2. บันทึกบัญชีสมุดเงินสดจ่าย
ขั้นตอนดังนี้
1) เช็คจากฎีกาการจ่ายเงินประจำวัน
2) ลงรายละเอียดในสมุดเงินสดรับว่าเป็นค่าอะไร หมวดไหน
3. ทำรายงานเงินคงเหลือประจำวัน
ขั้นตอนดังนี้
1) นำเงินสดคงเหลือยอดยกมาจากวันก่อน
2) นำเงินสดรับจากวันที่แล้วมาบวกเข้า
3) นำเงินสดจ่ายมาลบออก ก็จะได้รายงานเงินคงเหลือประจำวัน
4. ทำงบประทบยอดเงินฝากธนาคาร
ขั้นตอนดังนี้
1) เมื่อถึงวันสิ้นเดือน เช็คยอดเงินฝากธนาคารกับบัญชีรายงานเงินคงเหลือที่เราทำว่าตรงกันหรือไม่ หากไม่ตรงกันก็หายอดเช็คที่ค้างจ่าย เมื่อได้ยอดเช็คที่ค้างจ่ายที่ถูกต้องแล้วก็จะกระทบยอดกับสมุดบัญชีได้ถูกต้อง
2) พิมพ์รายละเอียดเช็คที่ค้างจ่ายเสนอผู้บริหาร
5. ทำใบผ่านบัญชีมาตรฐาน
ขั้นตอนดังนี้
1) เก็บรายการจากสมุดเงินสดรับ สมุดเงินสดจ่าย รวมยอดว่าค่าอะไร รวมเป็นเงินทั้งสิ้นเท่าไร แต่ละรายการ
2) นำยอดรวมแต่ละบัญชี ไปลงรายการในใบผ่านบัญชีประเภทต่าง ๆ เช่น ด้านรับ ด้านจ่าย ด้านทั่วไป
6. ทำงบทดลองประจำเดือน
ขั้นตอนดังนี้
1) นำยอดบัญชีแต่ละประเภทจากใบผ่านบัญชีมาตรฐานมาเข้าสู่บัญชีแยกประเภท หากมีการับก็บวกเข้า หากมีการจ่ายก็ลบออก จากยอดยกมาจากเดือนที่แล้ว
2) เก็บยอดคงเหลือจากบัญชีแยกประเภทมาเข้าสู่งบทดลอง เช็คดูว่า ยอด เดบิท เครดิต ตรงกันหรือไม่ หากตรงกันก็ถือว่างบทดลอง
ประจำเดือนนั้นถูกต้อง
3) เสนอหัวหน้าส่วนการคลัง ปลัด และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สถานที่ทำงาน





สถานที่ทำงานปัจจุบัน : องค์การบริหารส่วนตำบลกู่ หมู่ 4 ต.กู่ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ

ที่ตั้ง : หมู่ 4 ต.กู่ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ


โครงสร้างองค์กร : องค์การบริหารส่วนตำบลบลกู่มีโครงสร้างแบ่งเป็น 4 ฝ่าย ดังนี้



คณะผู้บริหาร



รายชื่อดังนี้


1. นายพสิษฐ์ เจนพิทักษ์คุณ ตำแหน่ง นกยกองค์การบิหารส่วนตำบลกู่


2. นายนำโชค เครือแสง ตำแหน่ง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกู่


3. นายอนุรักษ์ ทองคำ ตำแหน่ง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกู่


4. นายดำรงค์ชัย จันทอง ตำแหน่ง เลขานายกองค์การบริหารส่วนตำบลกู่



สำนักปลัด



รายชื่อดังนี้


1. นายสุทธิพร เที่ยงธรรม ตำแหน่ง ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลกู่


2. นายสมบูรณ์ พรหมลิ ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป


3. นายจีระศักดิ์ โชติอ่อน ตำแหน่ง นักพัฒนาชุมชน


4. นางกรรณิการ์ คลองงาม ตำแหน่ง นักวิชาการศึกษา


5. นางสาวกาญจนา ดีนันท์ ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ธุรการ


6. นางสาวศุภกานต์ แหวนเงิน ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล


7. นายชัยธวัช เครือแสง ตำแหน่ง พนักงานขับรถยนต์


8. นายสมัค พิมพะ ตำแหน่ง นักการภารโรง


9. นายประเพียร หวานอารมณ์ ตำแหน่ง พนักงานทั่วไป



ส่วนโยธา


รายชื่อดังนี้


1. นางสาวสมทรง บุญส่ง ตำแหน่ง นักบริหารงานช่าง (หัวหน้าส่วนโยธา)


2. นายพงษ์ศักดิ์ นันทพรหม ตำแหน่ง นายช่างโยธา


3. นายอนันต์ ม่วงอ่อน ตำแหน่ง ผู้ช่วยช่างโยธา



ส่วนการคลัง


รายชื่อดังนี้


1. นางอุไร แสงนาค ตำแหน่ง หัวหน้าส่วนการคลัง


2. นางสมคิด อสิพงษ์ ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี


3. นางสาววิไลวรรณ์ อินทร์ตา ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่พัสดุ


4. นางอุมารินทร์ เห็มสมัคร ตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่การเงิน


5. นางสาวนิศามณี เหล่าเลิศ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้
































แนะนำตัว


ชื่อจริง : สมคิด อสิพงษ์
ชื่อเล่น : แมะ
เพศ : หญิง
อายุ : 33
สถานที่เกิด : บ้านดอนหลี่ 29 หมู่ 10 ต.สมอ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ
ที่อยู่ปัจจุบัน : 29 หมู่ 10 บ้านดอนหลี่ ต.สมอ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ
ประวัติการศึกษา :
ชั้นประถมศึกษา : โรงเรียนบ้านดอนหลี่ ต.สมอ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ
ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น : ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอุบลราชธานี
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ : วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี จ.อุดรธานี
..........................................................................................................................................................................